คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดหมายเลขแดงที่ อ.247/2553
คดีนี้ปรากฎข้อเท็จจริงว่าอธิบดีกรมวิชาการ(เดิม) ผู้ถูกฟ้องคดี(ปัจจุปันคือ เลขาธิการ
กพฐ.) ได้มีคำสั่งที่ 36/2543 ลงวันที่ 3 ก.พ.43 ให้ผู้ฟ้องคดีกับพวกชดใช้ค่าเสียหาย
เนื่องจากครั้นผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองคลัง กรมวิชาการ ได้เบิกจ่ายเงิน
ตามสัญญาจ้างทำแถบบันทึกภาพพร้อมเสียงให้แก่บริษัท ก ทั้งที่ทราบว่าบริษัท ก ได้โอน
สิทธิเรียกร้องในเงินตามสัญญาให้แก่ธนาคารแล้ว โดยกรมวิชาการ ผู้ถูกฟ้องคดี ได้ฟ้องคดี
ต่อศาลแพ่งและศาลได้พิพากษาให้บริษัท ก ชดใช้เงินคืนให้แก่กรมวิชาการฯ แต่บริษัท ก
มิได้ชดใช้เงินให้ตามคำพิพากษา ถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีกับพวกปฎิบัติหน้าที่ด้วยความประมาท
เลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า คำสั่งดัง
กล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่กรมวิชาการ ผู้ถูกฟ้องคดีแจ้งให้ผู้ฟ้องคดี
ว่า ให้นำเงินไปชดใช้ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ หากไม่ชำระผู้ถูกฟ้องคดีจะใช้
มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดี เป็นการกระทำที่ไม่
ชอบด้วยกฎหมายตามหนังสือลงวันที่ 29 พ.ย.47 เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีได้ฟ้องผู้ฟ้องคดีกับ
พวกให้ชดใช้เงินต่อศาลแพ่งและศาลแพ่งได้พิพากษายกฟ้องเพราะขาดอายุความฟ้องคดี
โดยคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ย่อมเห็นได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีประสงค์จะ
นำกรณีพิพาทนี้ให้ศาลยุติธรรมพิจารณาแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่สามารถใช้มาตรการบังคับ
ทางปกครองได้อีก ทั้งหนังสือแจ้งเตือน ลงวันที่ 29 พ.ย.47 นั้น ถือเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่
ผู้ถูกฟ้องคดี มิได้แจ้งสิทธิอุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นอุทธรณ์หนังสือดังกล่าว
ต่อผู้ถูกฟ้องคดี และผู้ถูกฟ้องคดี ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิก
ถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 36/2543 และเพิกถอนการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดี
รวมทั้งเพิกถอนการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง กับให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับทาง
ปกครองไว้ชั่วคราว
ดคีนี้ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 36/2543
เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดี ส่วนคำขอทุเลาการ
บังคับตามคำสั่งทางปกครอง ก็ไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่า หากผู้ถูกฟ้องคดีใช้มาตรการบังคับ
ทางปกครองแล้วจะทำให้ผู้ฟ้องคดีเกิดความเสียหายอย่างไร คำขอทุเลาฯ จึงยังไม่มีข้อ
เท็จจริงเพียงพอที่รับรับไว้พิจาณาได้ ศาลปกครองชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในข้อหาที่ขอ
ให้เพิกถอนคำสั่งที่ 36/2543 ไว้พิจารณา และมีคำสั่งไม่รับคำขอทุเลาการบังคับทาง
ปกครองฯ แต่ให้รับฟ้องในข้อหาให้เพิกถอนการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีตาม
หนังสือ ลงวันที่ 29 พ.ย.47 และขอให้เพิกถอนการใช้มาตรการการบังคับทางปกครองไว้
พิจารณา
และมีคำพิพากษาว่า กรมวิชาการ ผู้ถูกฟ้องคดี สามารถใช้มาตรการบังคับทาง
ปกครองโดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีได้ แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะนำกรณีพิพาท
ไปฟ้องศาลยุติธรรมก็ตาม ส่วนหนังสือแจ้งเตือนให้ชำระเงิน ลงวันที่ 29 พ.ย.47 ของกรม
วิชาการ ผู้ถูกฟ้องคดีนั้น มิใช่คำสั่งทางปกครองที่จะต้องแจ้งสิทธิ์อุทธรณ์ จึงเป็นการกระทำ
ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า คำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องขอให้
เพิกถอนคำสั่งกรมวิชาการที่ 36/2543 ไว้พิจารณา เนื่องจากยื่นฟ้องพ้นกำหนดเวลาเก้าสิบ
วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ของผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีมิได้คัดค้านคำสั่งดังกล่าว คำฟ้องข้อหา
นี้จึงถึงที่สุด ส่วนหนังสือแจ้งเตือนให้ชำระเงิน ตามหนังสือลงวันที่ 29 พ.ย.47 ว่าตามที่ได้มี
คำสั่งที่ 36/2543 แจ้งให้ชำระเงินนั้น ท่านไม่ได้ชำระ จึงขอเตือนให้ชำระอีกครั้ง หากไม่
ชำระจะใช้มาตรการทางปกครองฯ นั้น เห็นว่าหนังสือดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือเตือนตาม
มาตรา 57 วรรคหนึ่ง อันเป็นขั้นตอนการปฎิบัติของเจ้าหน้าที่ก่อนใช้มาตรการบังคับทาง
ปกครองเท่านั้น จึงไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง และการที่ศาลยุติธรรมยกฟ้องเพราะเหตุขาด
อายุความนั้น ไม่มีผลทำให้ไม่สามารถใช้มาตรการทางปกครองได้ เพราะไม่มีบทบัญญัติ
ในกฎหมายใดห้ามมิให้ใช้มาตรการทางปกครองในกรณีหากมีการฟ้องคคีต่อศาลยุติธรรม
........................
บทสรุป
เมื่อมีคำสั่งทางปกครองแล้ว เจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะพิจารณาใช้มาตรการทาง
ปกครองเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งได้ เว้นแต่จะมีการสั่งให้ทุเลาการบังคับไว้ก่อน โดยเจ้าหน้าที่
ผู้ทำคำสั่งนั้นเอง หรือผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์ หรือผู้มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยความถูก
ต้องของคำสั่ง ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง การฟ้องคดีต่อศาล หามีผลทำให้เจ้าหน้าที่ ไม่
สามารถใช้มาตรการทางปกครองได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น