คำพิพากษาศาลฎีกาที่
๓๙๖๓/๒๕๔๓ นายนิทัศน์ ละอองศรี โจทก์
นายสุรินทร์ แสงขำ จำเลย
อาญา ฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ รอการลงโทษ (มาตรา ๑๗๕, ๑๗๗, ๕๖)
วิธีพิจารณาความอาญา ผู้เสียหาย (มาตรา ๒(๔))
การที่โจทก์ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยนั้นเป็นการออกเช็ค เพื่อค้ำประกันเงินกู้ของโจทก์ ที่ค้างชำระจำเลยจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท เมื่อจำเลยนำเช็คพิพาท ฉบับดังกล่าวไปฟ้องกล่าวหาว่า โจทก์ออกเช็คให้แก่จำเลย เพื่อชำระหนี้เงินกู้โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการ ใช้เงินตามเช็คตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ฯ มาตรา ๔ จึงเป็นการฟ้องคดีอาญา ต่อศาลว่าโจทก์กระทำความผิด เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ จำเลยเบิกความในการพิจารณาคดีอาญา ของศาลชั้นต้นยืนยันตามฟ้องว่า เช็คพิพาทตามที่จำเลยฟ้อง เป็นเช็คที่โจทก์ออก เพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้จำเลย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ออกเช็คพิพาท ให้จำเลยยึดถือไว้ เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ ที่โจทก์มีอยู่ต่อจำเลย คำเบิกความของจำเลย ย่อมเป็น ความเท็จและเป็นข้อสาระสำคัญในคดี เพราะถ้าศาลชั้นต้นฟังว่า เช็คพิพาทโจทก์ออกให้จำเลย เพื่อเป็นการชำระหนี้เงินกู้ ศาลชั้นต้นก็อาจพิพากษา ลงโทษจำคุกโจทก์ได้ ดังนั้น จำเลยย่อมมีความผิด ฐานเบิกความเท็จ
การที่จำเลยฟ้องเท็จ และเบิกความเท็จในคดีอาญา ถึงแม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้อง แต่โจทก์ผู้ถูกฟ้อง ย่อมได้รับความเสียหาย จากการกระทำของจำเลย โจทก์เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย
การที่โจทก์ออกเช็คพิพาท และเขียนหนังสือประกอบการออกเช็คให้จำเลย มิใช่เพื่อให้จำเลยนำฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ โจทก์จึงมิได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลย
การที่จำเลยนำความเท็จ มาฟ้องโจทก์และเบิกความเท็จนั้น ก็โดยเจตนาให้โจทก์ต้องโทษทางอาญา หากศาลเชื่อว่าเป็นความจริงดังคำฟ้อง และคำเบิกความแล้ว โจทก์อาจถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกได้ ถือว่าเป็นการกระทำ ที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม จึงไม่สมควร รอการลงโทษจำคุก
นายสุรินทร์ แสงขำ จำเลย
อาญา ฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ รอการลงโทษ (มาตรา ๑๗๕, ๑๗๗, ๕๖)
วิธีพิจารณาความอาญา ผู้เสียหาย (มาตรา ๒(๔))
การที่โจทก์ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่จำเลยนั้นเป็นการออกเช็ค เพื่อค้ำประกันเงินกู้ของโจทก์ ที่ค้างชำระจำเลยจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท เมื่อจำเลยนำเช็คพิพาท ฉบับดังกล่าวไปฟ้องกล่าวหาว่า โจทก์ออกเช็คให้แก่จำเลย เพื่อชำระหนี้เงินกู้โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการ ใช้เงินตามเช็คตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ฯ มาตรา ๔ จึงเป็นการฟ้องคดีอาญา ต่อศาลว่าโจทก์กระทำความผิด เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ จำเลยเบิกความในการพิจารณาคดีอาญา ของศาลชั้นต้นยืนยันตามฟ้องว่า เช็คพิพาทตามที่จำเลยฟ้อง เป็นเช็คที่โจทก์ออก เพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้จำเลย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ออกเช็คพิพาท ให้จำเลยยึดถือไว้ เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ ที่โจทก์มีอยู่ต่อจำเลย คำเบิกความของจำเลย ย่อมเป็น ความเท็จและเป็นข้อสาระสำคัญในคดี เพราะถ้าศาลชั้นต้นฟังว่า เช็คพิพาทโจทก์ออกให้จำเลย เพื่อเป็นการชำระหนี้เงินกู้ ศาลชั้นต้นก็อาจพิพากษา ลงโทษจำคุกโจทก์ได้ ดังนั้น จำเลยย่อมมีความผิด ฐานเบิกความเท็จ
การที่จำเลยฟ้องเท็จ และเบิกความเท็จในคดีอาญา ถึงแม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกฟ้อง แต่โจทก์ผู้ถูกฟ้อง ย่อมได้รับความเสียหาย จากการกระทำของจำเลย โจทก์เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย
การที่โจทก์ออกเช็คพิพาท และเขียนหนังสือประกอบการออกเช็คให้จำเลย มิใช่เพื่อให้จำเลยนำฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ โจทก์จึงมิได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลย
การที่จำเลยนำความเท็จ มาฟ้องโจทก์และเบิกความเท็จนั้น ก็โดยเจตนาให้โจทก์ต้องโทษทางอาญา หากศาลเชื่อว่าเป็นความจริงดังคำฟ้อง และคำเบิกความแล้ว โจทก์อาจถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกได้ ถือว่าเป็นการกระทำ ที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม จึงไม่สมควร รอการลงโทษจำคุก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น